EN

ภาวะอุตสาหกรรม

ภาวะอุตสาหกรรมและการแข่งขัน

เศรษฐกิจไทย ปี 2563 และแนวโน้มปี 2564

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ของปี 2563 ลดลงร้อยละ 4.2 ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับการลดลงร้อยละ 6.4 ในไตรมาสที่สาม ด้านการใช้จ่าย การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนกลับมาขยายตัว การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกสินค้าลดลงในอัตราที่ชะลอลง ขณะที่การใช้จ่ายและการลงทุน ภาครัฐขยายตัว และการส่งออกบริการลดลงต่อเนื่อง ด้านการผลิต สาขาเกษตรกรรมกลับมาขยายตัว การผลิตสาขาอุตสาหกรรม สาขาที่พักแรม และบริการด้านอาหาร สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า และสาขาการขายส่งการขายปลีกและการซ่อมแซมฯ ลดลงในอัตราที่ชะลอลง ขณะที่สาขาไฟฟ้าและก๊าซฯ ลดลงต่อเนื่อง เมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ของปี 2563 ขยายตัวจากไตรมาสที่สาม ของปี 2563 ร้อยละ 1.3 (QoQ_SA)

รวมทั้งปี 2563

เศรษฐกิจไทยลดลงร้อยละ 6.1 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 2.3 ในปี 2562 การลงทุนภาคเอกชนลดลงร้อยละ 8.4 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 2.7 ในปี 2562

โดยการลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือและการก่อสร้างลดลงร้อยละ 10.0 และร้อยละ 2.2 เทียบกับการขยายตัว ร้อยละ 3.1 และร้อยละ 0.9 ตามลำดับ

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย 2564

เศรษฐกิจไทยในปี 2564 มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวต่อเนื่องจากช่วงครึ่งหลังของปี 2563 โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจาก

  1. แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนมาจากความคืบหน้าของการอนุมัติและการกระจายวัคซีนให้กับประชาชนในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก ประกอบกับผลจากการดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมทั้งด้านการเงิน และการคลังที่มีอย่างต่อเนื่อง
  2. แรงขับเคลื่อนจากภาครัฐทั้งการเบิกจ่ายภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบลงทุนรัฐวิสาหกิจตามความคืบหน้าของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดเงินกู้ฯ 1 ล้านล้านบาท
  3. การกลับมาขยายตัวอย่างช้า ๆ ของอุปสงค์ภาคเอกชนในประเทศ ทั้งการบริโภคและการลงทุนรวม
  4. การปรับตัวตามฐานการขยายตัวที่ต่ำผิดปกติในปี 2563 อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดและความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2564 ได้แก่
    1. ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดทั้ง ภายในประเทศและต่างประเทศที่อาจมีความรุนแรง และยืดเยื้อมากกว่าที่คาดจนนำไปสู่การดำเนินมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวดมากขึ้น
    2. แนวโน้มความล่าช้าในการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว
    3. เงื่อนไขด้านฐานะการเงินของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจท่ามกลางตลาดแรงงาน และกิจกรรมทางธุรกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
    4. ความเสี่ยงจากสถานการณ์ภัยแล้ง
    5. ความผันผวนของเศรษฐกิจและระบบการเงินโลก

ข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง

  1. ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดและความล่าช้าของการกระจายวัคซีน ข้อมูลผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันในปัจจุบันทั่วโลก ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้ว่าจะเริ่มแสดงให้เห็นทิศทางลดลงจากจุดสูงสุดในช่วงกลางเดือนมกราคม 2564 อย่างไรก็ดี หลายประเทศยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ อาทิ อิตาลี ฟินแลนด์ บราซิล ตุรกี และอิหร่าน รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่ยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ ขณะเดียวกัน ยังมีความไม่แน่นอนของวัคซีนทั้งด้านประสิทธิภาพในการกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะในกรณีที่มีการกลายพันธุ์ของไวรัส นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากความล่าช้าของการกระจายวัคซีนของแต่ละประเทศรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากกระบวนการผลิตและการส่งมอบวัคซีนมีความล่าช้า และขีดจำกัดของระบบสาธารณสุขและการบริหารจัดการของแต่ละประเทศที่ไม่มีความพร้อมและไม่สามารถรองรับการกระจายวัคซีนในปริมาณที่มากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. แนวโน้มความล่าช้าในการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากยังคงมีความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ รวมทั้งความไม่แน่นอนของการกระจายวัคซีนทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เป็นแหล่งต้นทางของนักท่องเที่ยวเป็นวงกว้าง และเพียงพอต่อการสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยด้านการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ทั้งนี้ แม้ว่าประเทศเศรษฐกิจหลักหลายประเทศจะเริ่มมีความคืบหน้าของการกระจายวัคซีนให้แก่ประชาชนมากขึ้น และคาดว่าจะสามารถกระจายวัคซีนให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่ภายในปี 2564 แต่สำหรับประเทศที่เป็นแหล่งต้นทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะมาท่องเที่ยวในประเทศไทย และประเทศไทยยังมีแนวโน้มที่จะมีความล่าช้ากว่าประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งอาจทำให้ประเทศที่เป็นแหล่งต้นทางของนักท่องเที่ยวและประเทศไทยยังมีความจำเป็นที่จะต้องยังคงดำเนินมาตรการจำกัดและควบคุมการเดินทางระหว่างประเทศไว้นานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งจะทำให้การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวล่าช้าออกไปกว่าที่คาด ทั้งนี้คาดการณ์ว่าจะสามารถเปิดให้มีการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติเฉพาะกลุ่มที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว ให้เดินทางเข้ามาได้โดยไม่ต้องกักตัวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี
  3. เงื่อนไขด้านฐานะการเงินของภาคครัวเรือนและธุรกิจโดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของภาระหนี้สินในช่วงการระบาดของโรค ท่ามกลางตลาดแรงงานและกิจกรรมทางธุรกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ จะเป็นแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายของครัวเรือนและการลงทุนของภาคเอกชน ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการของภาครัฐเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย อาทิ การเลื่อนและลดภาระชำระหนี้ และการปรับโครงสร้างหนี้ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ส่งผลให้สัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-performing Loans) ต่อสินเชื่อรวมในไตรมาสที่สามของปี 2563 ทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 3.1 แต่เมื่อพิจารณาสัดส่วนสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงพิเศษ (Special Mention Loans) ต่อสินเชื่อรวมทั้งหมดในไตรมาสที่สามของปี 2563 อยู่ที่ร้อยละ 7.2 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับร้อยละ 2.6 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ครัวเรือนในไตรมาสที่สามของปี 2563 อยู่ที่ร้อยละ 86.6 ของ GDP เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 83.8 ของ GDP ในไตรมาสก่อนหน้า และร้อยละ 78.9 ของ GDP ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า สำหรับสถานการณ์ตลาดแรงงานยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่สะท้อนจากอัตราการว่างงานในไตรมาสที่สี่ ซึ่งอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 1.86 ใกล้เคียงกับร้อยละ 1.90 ในไตรมาสก่อนหน้า และร้อยละ 0.98 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยอัตราการว่างงานสูงมากในสาขาที่ยังคงมีข้อจำกัดของการฟื้นตัว ได้แก่ สาขาที่พักแรม สาขาตัวแทนธุรกิจท่องเที่ยว สาขาการบริหารสำนักงาน และสาขาการก่อสร้างอาคาร สอดคล้องกับจำนวนแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานประกอบกิจการที่หยุดกิจการชั่วคราวของนายจ้าง ณ สิ้นสุดไตรมาส พบว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 761,000 คน ในไตรมาสที่สาม เป็น 1,207,000 คน ในไตรมาสที่สี่ แสดงให้เห็นว่าการฟื้นตัวของตลาดแรงงานยังเป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งจะเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ
  1. สถานการณ์ภัยแล้ง ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 ปริมาณน้ำใช้ได้จริงในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ณ อยู่ที่ 16,424 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23.2 ของความจุรวมของเขื่อนและอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ และน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ย้อนหลังของช่วงเวลาเดียวกันซึ่งอยู่ที่ระดับ 22,698 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อยเป็นประวัติการณ์ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ์ ในกรณีที่ปริมาณในเขื่อนยังไม่เพิ่มขึ้นเพียงพอที่จะใช้สำหรับทำการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าวนาปรังปีการเพาะปลูก 2563-2564 ส่งผลให้ภาคเกษตรกรรมมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับผลกระทบจากภัยแล้งต่อเนื่องเป็นปีที่สอง และอาจไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างที่คาดการณ์
  2. ความผันผวนของเศรษฐกิจและระบบการเงินโลก โดยมีเงื่อนไขในเศรษฐกิจโลกที่จะต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย
    1. ทิศทางการเปลี่ยนแปลงนโยบายระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ภายใต้การดำเนินงานของประธานาธิบดีคนใหม่
    2. ความผันผวนของเงินลงทุนระหว่างประเทศภายใต้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาด ซึ่งจะส่งผลต่อความผันผวนของ อัตราแลกเปลี่ยนและการเคลื่อนย้ายเงินทุน
    3. การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางประเทศสำคัญในระยะต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเนื่องจากการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์
    4. ความเสี่ยงจากปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีโครงสร้างและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอและยังคงเผชิญ ปัญหาการแพร่ระบาดที่รุนแรง อาทิ สเปน อิตาลี บราซิล อาร์เจนติน่า เปรู ตุรกี และแอฟริกาใต้
    5. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และเสถียรภาพทางการเมือง อาทิ ความขัดแย้งระหว่างจีนกับไต้หวัน สถานการณ์ทางการเมืองในฮ่องกงและเมียนมา รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค

เศรษฐกิจไทยในปี 2564 มีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากช่วงครึ่งหลังของปี 2563 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และปริมาณการค้าโลกซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัว และขยายตัวของการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรม แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่าย การลงทุน และการดำเนินมาตรการเพื่อแก้ปัญหาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐ และแนวโน้มการกลับมาขยายตัวอย่างช้า ๆ ของอุปสงค์ ภาคเอกชนภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไปยังมีปัจจัยเสี่ยงและข้อจำกัดจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แนวโน้มความล่าช้าในการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว เงื่อนไขด้านฐานะการเงินของ ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ รวมทั้งความเสี่ยงจากสถานการณ์ภัยแล้ง และความผันผวนของเศรษฐกิจและระบบการเงินโลก ภายใต้เงื่อนไข ดังกล่าว การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2564 จึงควรให้ความสำคัญกับ

  1. การควบคุมการแพร่ระบาดและการป้องกันการกลับมาระบาดรุนแรงภายในประเทศเพื่อให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงและอยู่ในวงจำกัด โดยมุ่งเน้น (1) การดำเนินการตามมาตรการควบคุมและป้องกันการระบาดของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และ (2) การจัดหาและบริหารจัดการวัคซีนให้ครอบคลุมทั่วถึง และเพียงพอต่อการสร้างภูมิคุ้มกันในเวลาที่รวดเร็ว และจัดลำดับความสำคัญโดยคำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญและการรักษาความต่อเนื่องของการผลิตในพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ ควบคู่ไปกับการจัดลำดับความสำคัญตามหลักการทางสาธารณสุข
  1. การรักษาบรรยากาศทางการเมืองภายในประเทศ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจและเป็นอุปสรรคต่อบรรยากาศความเชื่อมั่น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19
  2. การดูแลภาคเศรษฐกิจที่มีข้อจำกัดในการฟื้นตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่องซึ่งการฟื้นตัวยังมีข้อจำกัด จากมาตรการควบคุมการเดินทางระหว่างประเทศ รวมทั้งการพิจารณามาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ยังประสบปัญหาสภาพคล่อง และภาระหนี้สินเพิ่มเติม โดยควรให้ความสำคัญกับ (1) การเร่งรัดติดตามมาตรการต่าง ๆ ทั้งด้านการเงิน การคลังที่ได้ดำเนินการไปแล้วให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการพิจารณามาตรการเพิ่มเติม และปรับเปลี่ยนมาตรการเดิมให้ตอบสนองภาคเศรษฐกิจและพื้นที่เศรษฐกิจที่มีข้อจำกัดในการฟื้นตัว และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากขึ้น (2) การพิจารณามาตรการทางการเงินเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบการภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 ให้ประคับประคองกิจการและสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจ หลังผ่านพ้นช่วงวิกฤต (3) การพิจารณามาตรการเพื่อช่วยเหลือแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานและภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และควรให้ความสำคัญกับแรงงานในภาคเศรษฐกิจหรือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อาทิ มาตรการส่งเสริมการรักษาระดับการจ้างงาน มาตรการสร้างงานใหม่เพื่อรองรับผู้ว่างงาน และมาตรการพัฒนาทักษะแรงงานผ่านการยกระดับ (Upskill) และปรับศักยภาพ (Reskill) เพื่อช่วยแรงงานในสาขาที่ได้รับผลกระทบซึ่งอาจต้องเปลี่ยนสายงานสายอาชีพใหม่ และ (4) การรณรงค์ให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นในช่วงที่ยังไม่สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ควบคู่ไปกับการ รณรงค์ให้มีการใช้สินค้าที่ผลิตภายในประเทศไทยมากขึ้น
  3. การรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ โดยการเร่งรัดการเบิกจ่าย ดังนี้
    1. การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 93.5 แบ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำร้อยละ 98.0 และ งบลงทุนร้อยละ 75.0 ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด
    2. การเบิกจ่ายงบเหลื่อมปีให้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 85.0 ของกรอบงบประมาณทั้งหมด
    3. การเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจให้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70.0 ของงบประมาณทั้งหมด
    4. โครงการตามพระราชกำหนด เงินกู้ฯ 1 ล้านล้านบาท ให้มีการเบิกจ่ายสะสมภายในปีงบประมาณ 2564 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80.0 ของวงเงินกู้
  4. การขับเคลื่อนการส่งออกสินค้า เพื่อสร้างรายได้จากต่างประเทศและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคการผลิตและการลงทุนภาคเอกชน โดยให้ความสำคัญกับ
    1. การขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าที่ได้รับประโยชน์จากการระบาดของโรคโควิด - 19
    2. การสร้างความเชื่อมั่น ในความปลอดภัยของสินค้าไทยควบคู่ไปกับการดำเนินมาตรการป้องกันการระบาดของโรคในพื้นที่การผลิตอย่างเข้มงวด
    3. การใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ควบคู่ไปกับการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการค้าภายใต้กรอบความร่วมมือที่สำคัญ ๆ ในลักษณะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์หรือพหุภาคี เพื่อขยายฐานตลาดส่งออกให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมแนวทางการเจรจาที่ชัดเจนเพื่อประกอบการตัดสินใจเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้า สำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) นอกจากนี้ ยังควรเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรีที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจา และเตรียมศึกษาเพื่อเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าสำคัญใหม่ ๆ เช่น สหภาพยุโรป (EU) สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) และสหราชอาณาจักรภายหลัง Brexit
    4. การให้ความสำคัญกับข้อตกลงระหว่างประเทศที่สำคัญ ๆ ที่อาจถูกหยิบยก เป็นเครื่องมือสำหรับการดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า
    5. การเร่งรัดพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตร อาหาร และสินค้าอุตสาหกรรม ให้มีคุณภาพและมาตรฐานตรงตามข้อกำหนดของประเทศผู้นำเข้า
    6. การลดต้นทุนการผลิตสินค้าที่สำคัญ ๆ เพื่อลดแรงกดดันจากการเพิ่มขึ้นของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อนบ้าน และแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่ยังมีแนวโน้มแข็งค่า
    7. การปกป้องความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันของการแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง
  5. การส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน โดย
    1. การเร่งรัดให้ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2561 - 2563 ให้เกิดการลงทุนจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของการส่งเสริมการลงทุนตามนโยบาย การส่งเสริมการลงทุนของประเทศ
    2. การแก้ไขปัญหาที่นักลงทุนและผู้ประกอบการต่างชาติเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการประกอบธุรกิจในประเทศไทย
    3. การดำเนินมาตรการส่งเสริมการลงทุนเชิงรุกและอำนวยความสะดวกเพื่อดึงดูดนักลงทุนเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยใช้จุดเด่นด้านสิทธิประโยชน์การลงทุน ความพร้อมและความเชื่อมโยงของโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง และศักยภาพของพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษเพื่อรองรับการลงทุน
    4. การส่งเสริม การลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) 10 จังหวัด และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในภูมิภาคมากขึ้น
    5. การขับเคลื่อนมาตรการสร้างศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการลงทุนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งให้เป็นไปตามแผนงาน และการปรับโครงสร้างภาคการผลิตและภาคบริการที่สำคัญ ๆ
  6. การเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อให้ภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่องสามารถฟื้นตัวได้ทันทีที่มีการกระจายวัคซีนทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เป็นแหล่งต้นทางของนักท่องเที่ยวเป็นวงกว้างและเพียงพอต่อการสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยด้านการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศ
  7. การเตรียมมาตรการรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ภัยแล้งและการดูแลรายได้เกษตรกร โดยให้ความสำคัญกับ
    1. การติดตามสถานการณ์น้ำทั้งในและนอกเขตชลประทานอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งการดูแล ป้องกัน และบรรเทาผลกระทบจากปัญหาจากภัยแล้ง
    2. การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเพื่อการเกษตร
    3. การสนับสนุนการปรับเปลี่ยนการผลิตในภาคเกษตรไปสู่พืชที่ใช้น้ำน้อย
    4. การดูแลปัญหาราคาสินค้าบางรายการที่ยังมีข้อจำกัดในการฟื้นตัว และให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญ ๆ
    5. การส่งเสริมช่องทางการตลาดและการค้าออนไลน์เพื่อสนับสนุนการขายสินค้าจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง และเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตให้กับเกษตรกรมากขึ้น
    6. การส่งเสริมและขยายผลการรวมกลุ่มและการรวมพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรรายย่อย เพื่อให้มีการประหยัดต่อขนาด ลดการทำงานต่างระดับ รวมทั้งการจัดการให้สามารถใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร โดยภาครัฐสนับสนุน แรงจูงใจในลักษณะที่เหมาะสม
    7. การดำาเนินมาตรการสินเชื่อเพื่อชะลอการเข้าสู่ตลาดของผลผลิต
  8. การติดตามและการเตรียมการรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์สูง และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติมควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

สรุปสถานการณ์พลังงานปี 2563 และแนวโน้มปี 2564

สถานการณ์พลังงานปี 2563 และแนวโน้มปี 2564 พบว่า ภาพรวมการใช้พลังงานขั้นต้นลดลง ร้อยละ 5.8 จากการใช้น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน/ลิกไนต์ ที่ลดลง เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ห่วงโซ่การดำเนินธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานลดลง และเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว

สำหรับสถานการณ์พลังงานรายเชื้อเพลิงในปี 2563 สรุปได้ดังนี้

  1. การใช้น้ำมันสำเร็จรูป ลดลงร้อยละ 11.5 โดยการใช้น้ำมันดีเซลลดลงร้อยละ 2.6 ส่วนหนึ่งมาจากการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงจากสถานการณ์ภัยแล้งช่วงต้นปี ประกอบกับปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ในช่วงปลายปี รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลให้การใช้รถเพื่อเดินทางลดลง การใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ลดลงร้อยละ 1.2 จากมาตรการทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) และลดการเดินทางข้ามจังหวัด การใช้น้ำมันเครื่องบิน ลดลงร้อยละ 61.8 เนื่องจากมาตรการระงับการบินจากต่างประเทศและลดการบินในประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีทำให้การบินในประเทศเพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้ LPG ลดลงเกือบทุกสาขา โดยเฉพาะการใช้ในภาคขนส่ง ลดลงร้อยละ 26.3 จากการปรับลดลงของราคาขายปลีกน้ำมัน ส่งผลให้ผู้ใช้รถยนต์ LPG บางส่วนหันมาใช้น้ำมันทดแทน การใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ลดลงร้อยละ 17.7 การใช้ในภาคอุตสาหกรรม ลดลงร้อยละ 7.9 และภาคครัวเรือนมีการใช้ลดลงร้อยละ 4.5
  2. การใช้ก๊าซธรรมชาติ ลดลงร้อยละ 8.2 โดยลดลงทุกสาขาเศรษฐกิจ ซึ่งลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ด้านการใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ (NGV) ลดลงร้อยละ 28.5 จากผู้ใช้รถยนต์ NGV บางส่วนเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเนื่องจากราคาไม่สูงมากนัก
  3. การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากการใช้ถ่านหินในภาคอุตสาหกรรม
  4. การใช้ไฟฟ้า ลดลงร้อยละ 2.9 โดยลดลงเกือบทุกสาขา โดยกลุ่มธุรกิจหลักที่มีการใช้ไฟฟ้าลดลงอย่างชัดเจน ได้แก่ โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ภัตตาคารและไนต์คลับ ซึ่งมีผลมาจากมาตรการ Lock Down
  1. การปล่อยก๊าซ CO2 จากการใช้พลังงานของประเทศไทย ปี 2563 ลดลงในทุกภาคเศรษฐกิจ ทั้งการผลิตไฟฟ้า ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคเศรษฐกิจอื่นๆ โดยคาดว่าการปล่อย CO2 จากการใช้พลังงานอยู่ที่ระดับ 222.8 ล้านตัน CO2 ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 11.1

ทั้งนี้ แนวโน้มการใช้พลังงานปี 2564 ซึ่งสำนักงานนโยบายละแผนพลังงาน (สนพ.) ได้มีการพยากรณ์โดยอ้างอิงสมมุติฐานด้านเศรษฐกิจ และนโยบายที่เกี่ยวข้องมาเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้พลังงาน โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช คาดว่าในปี 2564 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะขยายตัวร้อยละ 3.5 - 4.5 ด้านราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก สศช. คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในปี 2564 คาดว่าจะอยู่ในช่วง 41.0 – 51.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนคาดว่าจะอยู่ในช่วง 30.3 – 31.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าเศรษฐกิจโลกปี 2564 จะขยายตัวลดลงร้อยละ 4.9 ทั้งนี้ สนพ. ได้คำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด - 19 ระลอกใหม่ ที่เกิดขึ้น โดยได้ประมาณการความต้องการใช้พลังงานในปี 2564 ออกเป็น 2 กรณี คือกรณีที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด -19 ระลอกใหม่ 1 ครั้ง และกรณีที่เกิดการระบาดมากกว่า 1 ครั้งในรอบปี 2564 ซึ่งสรุปได้ ดังนี้

  1. การใช้พลังงานขั้นต้น ปี 2564 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.2 ถึง 1.9 จากการเพิ่มขึ้นของพลังงานเกือบทุกประเภท ยกเว้นการใช้น้ำมันที่ลดลงร้อยละ -1.9 ถึง -2.9 โดยคาดการณ์ว่าการใช้ก๊าซธรรมชาติจะมีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 ถึง 4.1 การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ คาดว่าจะมีการใช้ค่อนข้างทรงตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ร้อยละ 0.1 ถึง 0.4 ส่วนการใช้พลังงานทดแทน คาดว่าจะมีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 จากนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของภาครัฐ และไฟฟ้านำเข้า คาดว่าจะมีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1
  2. การใช้น้ำมันสำเร็จรูป ปี 2564 คาดว่ามีการใช้ลดลงร้อยละ -1.9 ถึง -2.9 โดยคาดว่าการใช้น้ำมันเครื่องบิน จะลดลงร้อยละ -45.8 ถึง -51.5 ตามการหดตัวของการท่องเที่ยว และ การใช้ LPG ในส่วนที่ไม่รวมการใช้เป็น Feed stocks ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี คาดว่าจะลดลงร้อยละ -0.7 ถึง -2.7 ส่วนการใช้น้ำมันดีเซล คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 ถึง 1.3 ส่วนการใช้เบนซินและแก๊สโซฮอล คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 ถึง 0.8
  3. การใช้ LPG โพรเพน และบิวเทน ปี 2564 คาดว่าจะมีการใช้ลดลงร้อยละ -1.0 ถึง -5.5 โดยการใช้ในภาคครัวเรือน คาดว่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 ถึง 2.5 และภาคอุตสาหกรรม คาดว่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 ถึง 3.6 ในขณะที่การใช้ในรถยนต์คาดว่าจะลดลงร้อยละ -12.2 ถึง -15.8
  4. ก๊าซธรรมชาติ ปี 2564 คาดว่าการใช้จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 ถึง 4.1 โดยเพิ่มขึ้นเกือบทุกสาขาเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามการใช้ในภาคขนส่งคาดว่าจะยังคงลดลงต่อเนื่องจากการที่ผู้ใช้ NGV เปลี่ยนกลับมาใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากคาดว่าราคาน้ำมันยังคงไม่สูงมากนัก
  5. การใช้ไฟฟ้า ปี 2564 คาดว่าจะมีการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 191,029 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.0 ตามภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศและตามการดำเนินมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด - 19 และปัจจัยอื่น ๆ อาทิ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก มาตรการในการป้องกันโควิด - 19 ทั้งในและต่างประเทศ ที่จะส่งผลต่อการใช้พลังงานของประเทศต่อไป

ที่มา : สำนักเศรษฐกิจการคลัง, สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)