EN

ภาวะอุตสาหกรรม

ภาวะอุตสาหกรรมและการแข่งขัน

เศรษฐกิจไทยในปี 2562

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ของปี 2562 ขยายตัวร้อยละ 1.6 เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ตามความล่าช้าในการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจโลก ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณ ผลกระทบจากภัยแล้ง และปัจจัยชั่วคราวในการผลิตภาคอุตสาหกรรม ด้านการใช้จ่าย การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในเกณฑ์ดีการลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้น ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุน ภาครัฐ และการส่งออกสินค้าปรับตัวลดลง ด้านการผลิต การผลิตสาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร และสาขาการขนส่งและ สถานที่เก็บสินค้าขยายตัวเร่งขึ้น ส่วนการผลิตสาขาการขายส่ง การขายปลีก และการซ่อมฯ ขยายตัวต่อเนื่อง ในขณะที่การผลิต สาขาอุตสาหกรรม สาขาเกษตรกรรม สาขาก่อสร้าง และสาขาไฟฟ้า ก๊าซฯ ปรับตัวลดลง เมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว

รวมทั้งปี 2562

เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.4 เทียบกับร้อยละ 4.2 ในปี 2561

โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าลดลงร้อยละ 3.2 การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 4.5 และร้อยละ 2.2 ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย ร้อยละ 0.7 และบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 6.8 ของ GDP

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย 2563

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2563 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.5 – 2.5 ชะลอตัวลงจากปี 2562 ตามข้อจำกัดจากการระบาด ของไวรัสโควิด-19 ปัญหาภัยแล้ง และความล่าช้าของงบประมาณ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก

  1. การปรับตัวดีขึ้นอย่างช้า ๆ ของเศรษฐกิจและการค้าโลกตามการลดลงของแรงกดดันจากมาตรการกีดกันการค้าและ ความเสี่ยงจากการแยกตัวของสหราชอาณาจักรแบบไร้ข้อตกลง
  2. การขยายตัวในเกณฑ์ที่น่าพอใจของการใช้จ่ายภาคครัวเรือน และการลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐ
  3. แรงขับเคลื่อนจากมาตรการภาครัฐ
  4. ฐานการขยายตัวที่ต่ำในไตรมาสสุดท้ายของปี 2562

ทั้งนี้คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะขยายตัวร้อยละ 1.4 การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 3.5 และร้อยละ 3.6 ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ 0.4 – 1.4 และบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 5.3 ของ GDP

ประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจในปี 2563 ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับ

  1. การประสานนโยบายการเงินการคลัง เพื่อประคองเศรษฐกิจในครึ่งปีแรก และสนับสนุนการฟื้นตัวและการขยายตัว ในครึ่งปีหลัง
  2. การฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวให้สามารถกลับมาขยายตัวในครึ่งปีหลัง โดยมีจำนวนและรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี ไม่ต่ำกว่า 37 ล้านคน และ 1.73 ล้านล้านบาท ตามลำดับ โดยให้ความสำคัญกับประเด็น ดังนี้
    1. การยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าปรับให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงการแพร่ ระบาดของ ไวรัส
    2. การรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวไทยหันมาท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น
    3. การจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งหลังของปี
    4. การพิจารณาวันหยุด เพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีแรก โดยไม่กระทบต่อกิจกรรมเศรษฐกิจ
    5. การติดตามขับเคลื่อน มาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว
  3. การขับเคลื่อนการส่งออกให้สามารถกลับมาขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2.0 (ไม่รวมทองคำ) โดยให้ความสำคัญกับ
    1. การขับเคลื่อนแผนการส่งออกปี 2563
    2. การส่งออกสินค้าที่ได้รับประโยชน์จากการเบี่ยงเบนทางการค้าและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการระบาดของไวรัส
    3. การให้ความช่วยเหลือผู้ผลิตที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิต และการค้าไทย-จีน
    4. การเร่งรัดการเจรจาความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ๆ
  4. การรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ โดยการเร่งรัดการเบิกจ่าย เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ2563งบประมาณเหลื่อมปีและงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 91.2 ร้อยละ 70.0 และร้อยละ 75.0 ตามลำดับ
  5. การสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุน การขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนโดย
    1. การติดตามและขับเคลื่อนมาตรการเพื่อสนับสนุนการลงทุน
    2. การขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ
    3. การเร่งรัดการเจรจาความร่วมมือทางการค้าที่สำคัญ ๆ
    4. การแก้ไขปัญหาอุปสรรคการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการต่างชาติ
  6. การดูแลผู้มีรายได้น้อย ผู้ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยว และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญ กับ
    1. กลุ่มเกษตรกรที่ทำงานในภาคบริการในช่วงนอกฤดูกาลเพาะปลูกและฤดูกาลเก็บเกี่ยว
    2. กลุ่มพนักงานในสาขาการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง
    3. กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs
    4. การเร่งรัดเบิกจ่ายเงินชดเชย และการฟื้นฟูเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง
    5. การบริหารจัดการน้ำ

ผลกระทบและปัจจัยต่อการเติบโตเศรษฐกิจไทยปี 2563

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเติบโตเศรษฐกิจไทยปี2563 ประกอบด้วยปัจจัยเสี่ยง 3 ปัจจัย ทั้งจากต่างชาติชะลอการลงทุน การใช้งบประมาณมีความล่าช้าซึ่งมีผลให้การเบิกจ่ายลดลง การลงทุนภาครัฐอาจติดลบ อีกทั้งเรื่องการระบาดของไวรัสโคโรน่าในจีน และมีผู้ติดเชื้อหลายประเทศรวมทั้งไทย มีผลกระทบให้จำนวนนักท่องเที่ยวมีโอกาสติดลบยาวในช่วงครึ่งปีแรก

ที่มา : สำนักเศรษฐกิจการคลัง, สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทย

ภาวะและแนวโน้มของอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า

กระทรวงพลังงานได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จัดทําแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2561 – 2580 ขึ้น เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดหาพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการใช้เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ของประเทศ ซึ่งกรอบระยะเวลาของแผนฉบับดังกล่าว มีความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (ปี 2561 - 2580) ซึ่งแผนฉบับ ดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 โดยแผนฉบับดังกล่าวมีจุดเด่นที่สำคัญ ได้แก่

  1. ระบบผลิตไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า และระบบจำหน่ายไฟฟ้า มีความมั่นคงรายพื้นที่ สร้างสมดุล ระบบไฟฟ้า ตามรายภูมิภาค
  2. มีการพิจารณาโรงไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงในระดับที่เหมาะสม เพื่อรองรับกรณีเกิดเหตุวิกฤตด้านพลังงาน รวมถึงมีการ เพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า (Grid Flexibility)
  3. ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าต้นทุนต่ำ เพื่อลดภาระผู้ใช้ไฟฟ้า และไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมของ ประเทศในระยะยาว
  4. เตรียมความพร้อมของระบบไฟฟ้าเพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านการผลิตไฟฟ้าซึ่งจะช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ในภาพรวมของประเทศ การผลิตไฟฟ้าสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
  5. ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
  6. ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและการเพิ่มประสิทธิภาพในระบบไฟฟ้า(Efficiency) ทั้งด้านการผลิตไฟฟ้า และด้านการใช้ไฟฟ้า
  7. พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าสมาร์ทกริด (Smart grid) รองรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของผู้ใช้ไฟฟ้าแบบ Prosumer