EN

ภาวะอุตสาหกรรม

ภาวะอุตสาหกรรมและการแข่งขัน

เศรษฐกิจไทยในปี 2561

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ของปี 2561 ขยายตัวร้อยละ 3.7 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 3.2 ในไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ของปี 2561 ขยายตัวจากไตรมาสที่สามของปี 2561 ร้อยละ 0.8 ด้านการใช้จ่าย มีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวเร่งขึ้นของการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน และการปรับตัวดีขึ้นของการส่งออกสินค้าและบริการ ในขณะที่การใช้จ่ายของ รัฐบาลชะลอตัว ในด้านการผลิต การผลิตสาขาอุตสาหกรรม สาขาการขายส่ง การขายปลีก และ การซ่อมแซม สาขาโรงแรมและภัตตาคาร และสาขาการขนส่งและการคมนาคมขยายตัวเร่งขึ้น ส่วนการผลิตภาคเกษตรและสาขาก่อสร้างชะลอตัว

รวมทั้งปี 2561

เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 4.1 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 4.0 ในปี 2560

และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 ปี

โดยมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7 การบริโภค ภาคเอกชน และการลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 4.6 และร้อยละ 3.8 ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 1.1 และบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 7.4 ของ GDP

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย 2562

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.5 - 4.5 โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญ ประกอบด้วย

  1. การใช้จ่ายภาคครัวเรือนยังมีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ดี
  2. การปรับตัวดีขึ้นของการลงทุนภาคเอกชนตามการเพิ่มขึ้นของอัตราการใช้กำลังการผลิต และการเพิ่มขึ้นของมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุน
  3. การเร่งตัวขึ้นของการลงทุนภาครัฐ ตามความคืบหน้าของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ๆ
  4. การเพิ่มขึ้นของแรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยว ตามการปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติของจำนวนและรายได้จากการท่องเที่ยว
  5. การเปลี่ยนแปลงทิศทางการค้า การผลิต และการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วย ลดผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะขยายตัวร้อยละ 4.1 การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 4.2 และร้อยละ 5.1 ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ 0.5 - 1.5 และบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 6.2 ของ GDP ประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจในปี 2562 ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับ

  1. การขับเคลื่อนการส่งออกทั้งปี ให้สามารถขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5.0 โดยให้ความสำคัญกับประเด็นดังนี้
    1. การขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าที่มี โอกาสได้รับประโยชน์จากมาตรการกีดกันทางการค้า และให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งติดตามการเปลี่ยนแปลงของสินค้านำเข้าที่สำคัญ ๆ
    2. การปฏิบัติตามกรอบกติกาการค้าโลก ข้อกำหนดและแนวทางการปฏิบัติในประเทศคู่ค้า
    3. การขยายความร่วมมือทางการค้าโดยเฉพาะในภูมิภาค อย่างต่อเนื่อง และ
    4. การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการส่งออกบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตรา แลกเปลี่ยน และการลดต้นทุนและอำนวยความสะดวกด้านการส่งออก
  2. การสนับสนุนการฟื้นตัวและการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การรักษาความปลอดภัย การอำนวยความสะดวกและลดความแออัดของนักท่องเที่ยว การส่งเสริมการขาย ในตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลและกลุ่มนักท่องเที่ยวรายได้สูง การกระจายรายได้ลงสู่เมืองรองและชุมชน การสร้างความเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไทยกับประเทศในภูมิภาค และการรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวชาวไทย กลับมานิยมท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น
  3. การรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่าย และการลงทุนของภาครัฐ โดยให้ความสำคัญกับ (i) การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนประจำปี งบประมาณ 2562 ให้มีอัตราการเบิกจ่ายไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70.0 และการเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจในปี 2562 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80.0 งบประมาณกันไว้เบิกเหลื่อมปีให้มีอัตราการเบิกจ่ายไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75.0 และ การเบิกจ่ายเงินกู้นอกงบประมาณที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายจำนวน 12,858.1 ล้านบาท
  4. การสนับสนุนการขยายตัว ของการลงทุนภาคเอกชน โดย (i) การขับเคลื่อนการส่งออกเพื่อเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตและกระตุ้น การลงทุนในภาคอุตสาหกรรม (ii) การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกัน ทางการค้าเพิ่มการใช้กำลังการผลิตในประเทศไทย รวมทั้งชักจูงนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ กีดกันทางการค้าให้ย้ายฐานการผลิตเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นและ (iii) การขับเคลื่อนโครงการลงทุน ของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง
  5. การดูแลเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยและการสร้างความเข้มแข็งให้กับวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม และเศรษฐกิจฐานราก
  6. การเตรียมความพร้อมด้านกำลังแรงงานและ คุณภาพแรงงานให้มีเพียงพอต่อการรองรับการขยายตัวของภาคการผลิตและการลงทุนรวมทั้งกลุ่ม อุตสาหกรรมที่มีโอกาสในการขยายตัวจากการย้ายฐานการผลิตระหว่างประเทศ

ผลกระทบและปัจจัยต่อการเติบโตเศรษฐกิจไทยปี 2562

ปัจจัยภายนอกประเทศยังมีความไม่ชัดเจนหลายประการทั้งประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ยังจะเป็นประเด็นคงค้าง สถานการณ์ Brexit ที่ยังมีความเสี่ยงที่อังกฤษจะออกจาก EU แบบไม่มีข้อตกลง ในขณะที่เศรษฐกิจจีนและสหภาพยุโรปมีสัญญาณการชะลอตัวลงมากกว่าที่ประเมินไว้ ในขณะที่ ปัจจัยในประเทศคงจะอยู่ที่การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2562 โดยผลต่อเศรษฐกิจทางหนึ่งจะมีการกระจายเม็ดเงินหมุนเวียนจากกิจกรรมการเลือกตั้ง แต่อีกทางหนึ่งนักลงทุนคงรอดูสถานการณ์หลังการเลือกตั้งเพื่อให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากผ่านช่วงดังกล่าวไปอย่างเรียบร้อย ปัจจัยข้างต้นน่าจะสร้างผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2562

ที่มา : สำนักเศรษฐกิจการคลัง, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทย

ภาวะและแนวโน้มของอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า

กระทรวงพลังงานได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จัดทําแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้า (ฉบับร่าง) ของประเทศไทยในการจัดหาพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการใช้ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยมีกรอบระยะเวลาของแผนจะมีความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (ปี 2561-2580) โดยจุดเด่นของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าที่สำคัญ ได้แก่

  1. ระบบผลิตไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า และระบบจำหน่ายไฟฟ้า มีความมั่นคงรายพื้นที่ สร้างสมดุล ระบบไฟฟ้าตามรายภูมิภาค
  2. มีการพิจารณาโรงไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงในระดับที่เหมาะสม เพื่อรองรับกรณีเกิดเหตุวิกฤตด้านพลังงาน รวมถึงมีการเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า (Grid Flexibility)
  3. ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าต้นทุนต่ำ เพื่อลดภาระผู้ใช้ไฟฟ้า และไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว
  4. เตรียมความพร้อมของระบบไฟฟ้าเพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านการผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศ การผลิตไฟฟ้าสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
  5. ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
  6. ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและการเพิ่มประสิทธิภาพในระบบไฟฟ้า (Efficiency) ทั้งด้านการผลิตไฟฟ้าและด้านการใช้ไฟฟ้า
  7. พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าสมาร์ทกริด (Smart grid) รองรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของผู้ใช้ ไฟฟ้าแบบ Prosumer