EN

ภาวะอุตสาหกรรม

ภาพรวมการดำเนินงานและปัจจัยที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

การดำเนินงานปี 2567 เด็มโก้มีรายได้งานบริการ 2,080.60 ล้านบาท ลดลงจำนวน 266.22 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.67 เปรียบเทียบกับ ปี 2566 จำนวน 1,814.38 ล้านบาท ลดลงในงาน งานก่อสร้างโยธา งานพลังงานทดแทนและงานรับเหมาอื่นๆ แต่เพิ่มขึ้นจากงานระบบจำหน่าย งาน ไฟฟ้าใต้ดิน และงานสถานีไฟฟ้าย่อย และในปี 2567 บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปี 2566 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ของภาครัฐที่มุ่งพัฒนาและขยายระบบสายส่งไฟฟ้าและสถานีไฟฟ้า ประกอบกับการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าจากภาคอุตสาหกรรมและพลังงาน หมุนเวียน ส่งผลให้มีโครงการก่อสร้างใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง
ในด้านการดำเนินงาน บริษัทสามารถบริหารโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถรับรู้รายได้ตามความก้าวหน้าของงานได้รวดเร็ว ขึ้น การเพิ่มขึ้นของมูลค่างานในมือ (Backlog) จากการชนะประมูลโครงการสำคัญในช่วงปีที่ผ่านมา ยังเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของราย ได้ในปีนี้ อีกทั้งบริษัทมีการพัฒนาและขยายขอบเขตการให้บริการไปยังโครงการพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มเติม
นอกจากนี้ในปี 2567 บริษัทย่อยได้มีการประเมินมูลค่าสิทธิสัญญาสัมปทาน ส่งผลให้รายได้รวมเพิ่มขึ้นจากการบันทึกกลับรายการผลขาดทุนจากการ ด้อยค่าของสินทรัพย์สัญญาสัมปทานของบริษัทย่อย 131.9 ล้านบาท ในขณะที่รับรู้ผลขาดทุนด้านเครดิต 162.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานรายงาน ทางการเงินฉบับที่ 9 ที่ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 เด็มโก้มีมูลค่างานโครงการก่อสร้าง (Backlog) ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนรวมทั้งสิ้นประมาณ 3,841 ล้านบาท

ภาพรวมของปี 2568

เศรษฐกิจไทยเติบโตชะลอลงที่ระดับ 2.1% เทียบกับ 2.5% ในปี 2567 เนื่องจากผลกระทบจากสภาวะสงครามที่รุนแรงทั้งในประเทศและต่างประเทศ กดดันภาคการผลิต ภาคการค้า และการลงทุนของไทย ทำให้ธุรกิจบางอย่างชะลอการลงทุนออกไป

มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8 การบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวร้อยละ 4.4 และร้อยละ 2.5 ตามลำดับ ขณะที่การลงทุนภาครัฐขยายตัวร้อยละ 4.8 แต่การลงทุนภาคเอกชนหดตัวร้อยละ 1.6 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 0.4 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 2.3 ของ GDP

แนวโน้มอุตสาหกรรมก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง 2568-2570

สภาวะการลงทุนก่อสร้างระหว่างปี 2568-2570 เอื้อประโยชน์ต่อผู้รับเหมาโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ให้เติบโตตามแผนการลงทุนของรัฐบาล ในทางกลับกัน ตลาดผู้รับเหมาภาคเอกชนมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้การเติบโตของรายได้ในส่วนนี้ยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงที่ผ่านมา

  • ภาครัฐออกมาตรการควบคุมคุณภาพเหล็กนำเข้า โดยกำหนดให้สินค้าเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบอะลูมิเนียม 55% ผสมสังกะสีโดยวิธีจุ่มร้อน และเหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็นเคลือบสังกะสีโดยวิธีจุ่มร้อน ต้องมีมาตรฐานตามที่กำหนด (คาดมีผลบังคับใช้ภายในปี 2568) ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าเหล็กประเภทดังกล่าวมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น
  • มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ฉบับ 107-2566 (มีผล 2 พฤศจิกายน 2567) มีการปรับปรุงมาตรฐาน “ท่อเหล็กกล้าคาร์บอนที่ใช้ในงานโครงสร้างทั่วไป” โดยไม่จำกัดขนาดขั้นต่ำของท่อเหล็ก (ทั้งขนาดรอบวงและความหนา) เพื่อยกระดับคุณภาพของท่อเหล็กทุกขนาดให้ได้มาตรฐาน ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้สินค้าคุณภาพต่ำที่ไม่มีเครื่องหมายมาตรฐานสินค้ากำกับเข้าสู่ตลาดได้ง่าย ทั้งยังเพิ่มโอกาสแก่ผู้รับเหมาก่อสร้างที่รับงานภาครัฐในการเลือกใช้ท่อเหล็กได้ทุกขนาดเนื่องจากมีมาตรฐานรองรับ (วิจัยกรุงศรี, 2568)

แนวโน้มอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าปี 2568-2570

ธุรกิจผลิตไฟฟ้ามีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.0-6.0% ต่อปี โดยมีปัจจัยหนุนจาก

  • เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป นำโดยภาคท่องเที่ยวและการทยอยฟื้นตัวของภาคการผลิต
  • สภาพอากาศมีแนวโน้มร้อนขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (ปี 2566 ไทยมีอุณหภูมิเฉลี่ย 28.1 องศาเซลเซียส เพิ่มขึ้นจาก 27.4 องศาปี 2565)
  • การเพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้าที่ชาร์จไฟได้ (BEV+PHEV) ด้านภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนผลิตไฟฟ้าต่อเนื่องเพื่อรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไฟฟ้าสู่การใช้พลังงานสะอาด เอื้อให้เอกชนขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน/โรงไฟฟ้าสีเขียวมากขึ้น โดยรายได้ของผู้ประกอบการกลุ่มต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้
    1. IPP คาดรายได้ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ผลจาก (1) ความต้องการใช้ไฟฟ้าฟื้นตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และ (2) ผู้ประกอบการมีแผนขยายการลงทุนต่อเนื่อง อาทิ โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน/ไฮโดรเจน และระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ
    2. SPP คาดรายได้เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยผู้ประกอบการมีโอกาสขยายการลงทุนจาก (1) โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (ระบบ Cogeneration) ซึ่งหลายแห่งจะสิ้นสุดอายุสัญญาในปี 2568 (จำหน่ายไฟฟ้าแก่นิคมอุตสาหกรรม) (2) โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแบบ SPP hybrid firm และ (3) การลงทุนโรงไฟฟ้าใน EEC
    3. VSPP รายได้และการลงทุนมีแนวโน้มพิ่มขึ้นจาก (1) ภาครัฐเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และขยะ) มากกว่า 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2570 และ (2) การลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดจะได้รับยกเว้นภาษีรายได้นิติบุคคล (ภายใต้การส่งเสริมการลงทุนจาก BOI) อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการรายใหม่อาจเผชิญข้อจำกัดด้านวัตถุดิบที่ไม่เพียงพอจากชีวมวลและก๊าซชีวภาพ (วิจัยกรุงศรี, 2568)

แนวโน้มอุตสาหกรรมและการเติบโตของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยปี 2568-2571

การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัว 5%YOY และจะเติบโตเฉลี่ยที่ 7% (CAGR) ในช่วงปี 2569-2571 ทั้งนี้เป็นผลจากการเพิ่มปริมาณการผลิตตามแผน COD (Commercial Operation Date) ของพลังงานหมุนเวียน (RE) ที่คาดว่าจะเข้าระบบประมาณ 700-1,000 เมกะวัตต์ต่อปี โดยแหล่งพลังงานที่สำคัญ ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ชีวมวล และขยะชุมชน นอกจากนี้ ความต้องการใช้ไฟฟ้านอกระบบ (IPS/SPP direct) และโครงการ Private PPA ยังช่วยผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น

แนวโน้มการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนยังคงอยู่ในทิศทางบวกจนถึงปี 2573 จากการที่รัฐบาลประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมอีก 3,731 เมกะวัตต์ โดยส่วนใหญ่จะมาจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเป็นหลัก รวมถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2567) ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานหมุนเวียนมากกว่า 51% ภายในปี 2580 ซึ่งจะมีกำลังการผลิตราว 3,700 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 และจะทยอยเพิ่มเข้าระบบมากกว่า 31,000 เมกะวัตต์ระหว่างปี 2574-2580

นอกจากประเทศไทยแล้ว การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปเอเชียและออสเตรเลีย ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องก็เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการไปลงทุนพลังงานหมุนเวียนได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ธุรกิจโรงไฟฟ้ายังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะการสิ้นสุดของโครงการที่ได้รับอัตราค่าไฟส่วนเพิ่มหรือค่า Adder กว่า 2,000 เมกะวัตต์ ที่จะทยอยครบกำหนดในปี 2567-2568 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่อิงรายได้กับ Adder (SCBEIC, 2567)

แนวโน้มอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าปี 2569-2571

ทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยช่วงปี 2569 - 2571 มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่ายอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) ใหม่จะอยู่ที่ระดับ 125,000 คันต่อปี คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) ร้อยละ 3.8 ต่อปี ปัจจัยสนับสนุนสำคัญเกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์รุ่นใหม่ที่มีสมรรถนะสูงขึ้นโดยเฉพาะระยะทางขับขี่ ประกอบกับการบังคับใช้มาตรฐานไอเสียยูโร 6 อย่างเต็มรูปแบบในปี 2569 ซึ่งจะส่งผลให้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในมีต้นทุนและราคาจำหน่ายที่สูงขึ้น นอกจากนี้ สภาวะสงครามราคาในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าคาดว่าจะลดความร้อนแรงลง เพื่อช่วยรักษาระดับอัตรากำไรของผู้ประกอบการ ท่ามกลางต้นทุนการผลิตชดเชยในประเทศที่ยังคงสูงเนื่องจากยังไม่เกิดการประหยัดต่อขนาดจากการผลิตจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีความเสี่ยงด้านอุปสงค์ที่อาจชะลอตัวลงภายหลังการสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนโครงการ EV3.5 ในขณะที่ด้านอุปทานกลับมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นจากการผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้าตามเงื่อนไขของมาตรการ EV3.0 และ 3.5 ซึ่งสภาวะดังกล่าวอาจกดดันให้การแข่งขันภายในประเทศยังคงมีความรุนแรงต่อไป สำหรับภาคการส่งออก ประเมินว่าจะมีปริมาณอยู่ที่ 20,000 คันต่อปี โดยได้รับแรงหนุนจากเงื่อนไขแรงจูงใจที่ให้การส่งออก 1 คัน สามารถนับเป็นยอดผลิตชดเชยได้ 1.5 คัน รวมถึงกระแสความต้องการยานยนต์ไฟฟ้าในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นตามมาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด กระนั้นก็ตาม ไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญจากการแข่งขันด้านราคากับผู้ผลิตจากจีนที่ต้องการระบายอุปทานส่วนเกินสู่ตลาดโลก ซึ่งไทยอาจเสียเปรียบในเชิงการแข่งขันเนื่องจากต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่สูงกว่าจากขนาดการผลิตที่ยังจำกัด (วิจัยกรุงศรี, 2568)

แนวโน้มอุตสาหกรรมเหล็ก

ภาพรวมความต้องการใช้เหล็กในประเทศไทยปี 2568 คาดว่าจะขยับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 16.2 ล้านตัน คิดเป็นการขยายตัวร้อยละ 1.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) โดยหากจำแนกตามประเภทผลิตภัณฑ์ พบว่าทั้งเหล็กทรงยาวและเหล็กทรงแบนมีแนวโน้มปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นเป็น 6.1 ล้านตัน (ขยายตัว 2.3%) และ 10.0 ล้านตัน (ขยายตัว 1.4%) ตามลำดับ ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการขับเคลื่อนของโครงการก่อสร้างภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากการชะลอตัวของโครงการที่อยู่อาศัยใหม่และภาคการผลิตยานยนต์ที่ยังคงหดตัว

ในปัจจุบันผู้ผลิตเหล็กของไทยเริ่มปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงได้จัดทำข้อมูลการปล่อย GHG เพื่อสร้างโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งของ Green supply chain ของอุตสาหกรรมเหล็ก และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางแนวโน้มที่ทั่วโลกกำลังปรับตัวเข้าสู่ Carbon neutrality (Settrade, 2568)