ภาวะอุตสาหกรรม
ภาพรวมการดำเนินงานและปัจจัยที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
แนวโน้มอุตสาหกรรมก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง 2568-2570
สภาวะการลงทุนก่อสร้างระหว่างปี 2568-2570 เอื้อประโยชน์ต่อผู้รับเหมาโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ให้เติบโตตามแผนการลงทุนของรัฐบาล ในทางกลับกัน ตลาดผู้รับเหมาภาคเอกชนมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้การเติบโตของรายได้ในส่วนนี้ยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงที่ผ่านมา
- ภาครัฐออกมาตรการควบคุมคุณภาพเหล็กนำเข้า โดยกำหนดให้สินค้าเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบอะลูมิเนียม 55% ผสมสังกะสีโดยวิธีจุ่มร้อน และเหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็นเคลือบสังกะสีโดยวิธีจุ่มร้อน ต้องมีมาตรฐานตามที่กำหนด (คาดมีผลบังคับใช้ภายในปี 2568) ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าเหล็กประเภทดังกล่าวมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น
- มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ฉบับ 107-2566 (มีผล 2 พฤศจิกายน 2567) มีการปรับปรุงมาตรฐาน “ท่อเหล็กกล้าคาร์บอนที่ใช้ในงานโครงสร้างทั่วไป” โดยไม่จำกัดขนาดขั้นต่ำของท่อเหล็ก (ทั้งขนาดรอบวงและความหนา) เพื่อยกระดับคุณภาพของท่อเหล็กทุกขนาดให้ได้มาตรฐาน ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้สินค้าคุณภาพต่ำที่ไม่มีเครื่องหมายมาตรฐานสินค้ากำกับเข้าสู่ตลาดได้ง่าย ทั้งยังเพิ่มโอกาสแก่ผู้รับเหมาก่อสร้างที่รับงานภาครัฐในการเลือกใช้ท่อเหล็กได้ทุกขนาดเนื่องจากมีมาตรฐานรองรับ (วิจัยกรุงศรี, 2568)
แนวโน้มอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าปี 2568-2570
ธุรกิจผลิตไฟฟ้ามีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.0-6.0% ต่อปี โดยมีปัจจัยหนุนจาก
- เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป นำโดยภาคท่องเที่ยวและการทยอยฟื้นตัวของภาคการผลิต
- สภาพอากาศมีแนวโน้มร้อนขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (ปี 2566 ไทยมีอุณหภูมิเฉลี่ย 28.1 องศาเซลเซียส เพิ่มขึ้นจาก 27.4 องศาปี 2565)
- การเพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้าที่ชาร์จไฟได้ (BEV+PHEV) ด้านภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนผลิตไฟฟ้าต่อเนื่องเพื่อรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไฟฟ้าสู่การใช้พลังงานสะอาด เอื้อให้เอกชนขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน/โรงไฟฟ้าสีเขียวมากขึ้น โดยรายได้ของผู้ประกอบการกลุ่มต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้
- IPP คาดรายได้ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ผลจาก (1) ความต้องการใช้ไฟฟ้าฟื้นตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และ (2) ผู้ประกอบการมีแผนขยายการลงทุนต่อเนื่อง อาทิ โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน/ไฮโดรเจน และระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ
- SPP คาดรายได้เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยผู้ประกอบการมีโอกาสขยายการลงทุนจาก (1) โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (ระบบ Cogeneration) ซึ่งหลายแห่งจะสิ้นสุดอายุสัญญาในปี 2568 (จำหน่ายไฟฟ้าแก่นิคมอุตสาหกรรม) (2) โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแบบ SPP hybrid firm และ (3) การลงทุนโรงไฟฟ้าใน EEC
- VSPP รายได้และการลงทุนมีแนวโน้มพิ่มขึ้นจาก (1) ภาครัฐเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และขยะ) มากกว่า 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2570 และ (2) การลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดจะได้รับยกเว้นภาษีรายได้นิติบุคคล (ภายใต้การส่งเสริมการลงทุนจาก BOI) อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการรายใหม่อาจเผชิญข้อจำกัดด้านวัตถุดิบที่ไม่เพียงพอจากชีวมวลและก๊าซชีวภาพ (วิจัยกรุงศรี, 2568)
แนวโน้มอุตสาหกรรมและการเติบโตของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยปี 2568-2571
การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัว 5%YOY และจะเติบโตเฉลี่ยที่ 7% (CAGR) ในช่วงปี 2569-2571 ทั้งนี้เป็นผลจากการเพิ่มปริมาณการผลิตตามแผน COD (Commercial Operation Date) ของพลังงานหมุนเวียน (RE) ที่คาดว่าจะเข้าระบบประมาณ 700-1,000 เมกะวัตต์ต่อปี โดยแหล่งพลังงานที่สำคัญ ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ชีวมวล และขยะชุมชน นอกจากนี้ ความต้องการใช้ไฟฟ้านอกระบบ (IPS/SPP direct) และโครงการ Private PPA ยังช่วยผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น
แนวโน้มการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนยังคงอยู่ในทิศทางบวกจนถึงปี 2573 จากการที่รัฐบาลประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมอีก 3,731 เมกะวัตต์ โดยส่วนใหญ่จะมาจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเป็นหลัก รวมถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2567) ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานหมุนเวียนมากกว่า 51% ภายในปี 2580 ซึ่งจะมีกำลังการผลิตราว 3,700 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 และจะทยอยเพิ่มเข้าระบบมากกว่า 31,000 เมกะวัตต์ระหว่างปี 2574-2580
นอกจากประเทศไทยแล้ว การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปเอเชียและออสเตรเลีย ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องก็เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการไปลงทุนพลังงานหมุนเวียนได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ธุรกิจโรงไฟฟ้ายังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะการสิ้นสุดของโครงการที่ได้รับอัตราค่าไฟส่วนเพิ่มหรือค่า Adder กว่า 2,000 เมกะวัตต์ ที่จะทยอยครบกำหนดในปี 2567-2568 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่อิงรายได้กับ Adder (SCBEIC, 2567)
แนวโน้มอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าปี 2569-2571
ทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยช่วงปี 2569 - 2571 มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่ายอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) ใหม่จะอยู่ที่ระดับ 125,000 คันต่อปี คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) ร้อยละ 3.8 ต่อปี ปัจจัยสนับสนุนสำคัญเกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์รุ่นใหม่ที่มีสมรรถนะสูงขึ้นโดยเฉพาะระยะทางขับขี่ ประกอบกับการบังคับใช้มาตรฐานไอเสียยูโร 6 อย่างเต็มรูปแบบในปี 2569 ซึ่งจะส่งผลให้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในมีต้นทุนและราคาจำหน่ายที่สูงขึ้น นอกจากนี้ สภาวะสงครามราคาในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าคาดว่าจะลดความร้อนแรงลง เพื่อช่วยรักษาระดับอัตรากำไรของผู้ประกอบการ ท่ามกลางต้นทุนการผลิตชดเชยในประเทศที่ยังคงสูงเนื่องจากยังไม่เกิดการประหยัดต่อขนาดจากการผลิตจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีความเสี่ยงด้านอุปสงค์ที่อาจชะลอตัวลงภายหลังการสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนโครงการ EV3.5 ในขณะที่ด้านอุปทานกลับมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นจากการผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้าตามเงื่อนไขของมาตรการ EV3.0 และ 3.5 ซึ่งสภาวะดังกล่าวอาจกดดันให้การแข่งขันภายในประเทศยังคงมีความรุนแรงต่อไป สำหรับภาคการส่งออก ประเมินว่าจะมีปริมาณอยู่ที่ 20,000 คันต่อปี โดยได้รับแรงหนุนจากเงื่อนไขแรงจูงใจที่ให้การส่งออก 1 คัน สามารถนับเป็นยอดผลิตชดเชยได้ 1.5 คัน รวมถึงกระแสความต้องการยานยนต์ไฟฟ้าในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นตามมาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด กระนั้นก็ตาม ไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญจากการแข่งขันด้านราคากับผู้ผลิตจากจีนที่ต้องการระบายอุปทานส่วนเกินสู่ตลาดโลก ซึ่งไทยอาจเสียเปรียบในเชิงการแข่งขันเนื่องจากต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่สูงกว่าจากขนาดการผลิตที่ยังจำกัด (วิจัยกรุงศรี, 2568)

แนวโน้มอุตสาหกรรมเหล็ก

ภาพรวมความต้องการใช้เหล็กในประเทศไทยปี 2568 คาดว่าจะขยับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 16.2 ล้านตัน คิดเป็นการขยายตัวร้อยละ 1.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) โดยหากจำแนกตามประเภทผลิตภัณฑ์ พบว่าทั้งเหล็กทรงยาวและเหล็กทรงแบนมีแนวโน้มปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นเป็น 6.1 ล้านตัน (ขยายตัว 2.3%) และ 10.0 ล้านตัน (ขยายตัว 1.4%) ตามลำดับ ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการขับเคลื่อนของโครงการก่อสร้างภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากการชะลอตัวของโครงการที่อยู่อาศัยใหม่และภาคการผลิตยานยนต์ที่ยังคงหดตัว
ในปัจจุบันผู้ผลิตเหล็กของไทยเริ่มปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงได้จัดทำข้อมูลการปล่อย GHG เพื่อสร้างโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งของ Green supply chain ของอุตสาหกรรมเหล็ก และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางแนวโน้มที่ทั่วโลกกำลังปรับตัวเข้าสู่ Carbon neutrality (Settrade, 2568)

