ด้านสิ่งแวดล้อม
ความสำคัญ
ด้วยความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการแสวงหาโอกาสขยายการลงทุนในธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากการขยายการลงทุนด้านพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์พลังงานจากชีวมวล เพื่อช่วยลดมลพิษที่เกิดจากการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงที่ได้จากฟอสซิล ซึ่งเป็นมลพิษทางอากาศ สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์โลกร้อน ในส่วนของโรงงานผลิตเสาโครงเหล็กของกลุ่มบริษัท เด็มโก้ ก็ได้ให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อม ด้วยการดำเนินการผลิตตามระบบคุณภาพ ISO14001 ซึ่งเน้นเรื่องความสำคัญของสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก แนวทางการบริหารจัดการ กลุ่มบริษัทเด็มโก้ มุ่งเน้นถึงความรับผิดชอบ 3 ด้านหลัก คือ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) ด้านสังคม (Social) และด้านบรรษัทภิบาล (Governance) หรือ ESG ในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อสร้างความเข้มแข็งและการเติบโตที่ยั่งยืน
กลยุทธ์สู่ความสำเร็จ
การยกระดับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ให้สอดคล้องกับทิศทางของโลก มุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจผ่านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการลงทุนในธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเด็มโก้ ได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ เด็มโก้ มุ่งเน้นให้ความสำคัญได้ครอบคลุมเป้าหมายที่ 6 การจัดการน้ำอย่างยั่งยืนและพร้อมใช้ เป้าหมายที่ 12การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
แนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม
เด็มโก้ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยยึดหลักการป้องกันผลกระทบเชิงลบและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผ่านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการ ครอบคลุมการใช้พลังงานคุณภาพอากาศ การใช้น้ำ และการจัดการของเสีย รวมถึงการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนตามแนวเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสริมขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อีกทั้ง เด็มโก้ยังให้ความสำคัญกับการลดภาระด้านสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงานและโครงการก่อสร้างของบริษัท ทั้งในมิติของมลภาวะ ความปลอดภัย และผลกระทบด้านทัศนียภาพ (Visual Pollution)ที่อาจเกิดขึ้นต่อพื้นที่ปฏิบัติงาน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยดำเนินมาตรการควบคุมและป้องกันอย่างเหมาะสมตามบริบทของแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ เด็มโก้ยังมุ่งเสริมสร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร ผ่านการสื่อสาร เผยแพร่ความรู้ และสนับสนุนให้พนักงาน รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง มีความตระหนักและมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เด็มโก้ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด และกำหนดนโยบายแนวปฏิบัติภายใต้ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส
การบริหารจัดการพลังงาน
แนวทางการบริหารพลังงาน
ในปัจจุบัน ความต้องการใช้พลังงานยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและการดำรงชีวิตในสังคมยุคใหม่ เด็มโก้ ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และมุ่งมั่นบริหารจัดการพลังงานภายในองค์กร เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานอย่างยั่งยืน
| ประเด็นความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้พลังงาน | มาตรการในการบริหารพลังงาน |
|---|---|
| การใช้พลังงานเกินจำเป็นจากพฤติกรรมการใช้งาน | กำหนดแนวปฏิบัติการใช้พลังงาน (เปิด–ปิด/การตั้งค่าอุปกรณ์/ลดเดินเบา) ทำกิจกรรมรณรงค์และสื่อสารต่อเนื่อง ตรวจติดตามการใช้พลังงานในจุดสำคัญ และให้หัวหน้างานกำกับดูแลการปฏิบัติในไซต์งาน |
| การเปลี่ยนผ่านพลังงานและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย (ต้องการพลังงานสะอาด/ลดการปล่อย) | ศึกษาและนำเทคโนโลยี/นวัตกรรมพลังงานสะอาดที่เหมาะสมมาใช้ (เช่น โซลาร์ในพื้นที่ที่เหมาะสม อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง ระบบควบคุมอัจฉริยะ) ตั้งเป้าหมายประหยัดพลังงานและติดตามผล พร้อมสื่อสารความก้าวหน้าอย่างโปร่งใส |
การดำเนินการเพื่อลดการใช้พลังงาน
เด็มโก้ ให้ความสำคัญกับการจัดการพลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยดำเนินมาตรการเพื่อลดการใช้พลังงานและปรับปรุงกระบวนการทำงานที่คำนึงถึงความยั่งยืน อาทิเช่น
- ดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดการใช้พลังงานภายในองค์กร เช่น การรณรงค์เรื่องการประหยัดพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างจิตสำนึกในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า กำหนดช่วงเวลาเปิด-ปิดไฟฟ้าในอาคารสำนักงานใหญ่ เพื่อใช้งานพลังงานอย่างคุ้มค่า
- การสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมของพนักงาน/ผู้รับเหมา : สื่อสารแนวปฏิบัติการประหยัดพลังงาน จัดกิจกรรมรณรงค์ และกำหนดแนวทางปฏิบัติในพื้นที่ทำงาน/ไซต์งานเพื่อให้เกิดการใช้งานจริงอย่างต่อเนื่อง
- เด็มโก้ มีแผนการดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มเติมจากกำลังการผลิตเดิม 265 กิโลวัตต์พีก ที่สำนักงานปทุมธานี เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากโครงข่าย และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) สนับสนุนเป้าหมายการมุ่งสู่ Net Zero Emissions ขององค์กรในระยะยาว โครงการดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยมุ่งลดการใช้พลังงานจากแหล่งที่ไม่หมุนเวียน ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ผลการดำเนินการเพื่อลดการใช้พลังงานภายในองค์กร
จากการ ตั้งเป้าหมายลดการใช้พลังงานจากภายนอกลงร้อยละ 5.00 โดยในปี 2568 มีการใช้พลังงานไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 387,538 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) แบ่งเป็นการใช้ไฟฟ้าจากภายนอกจำนวน 276,592 kWh คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 71.37 และการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจำนวน 110,946 kWh คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 28.63 สัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากภายนอกต่อพนักงานหนึ่งคนอยู่ที่ 1,085.57 kWh ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลจากปริมาณการดำเนินงานและกิจกรรมทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นในปีรายงาน เด็มโก้ยังคงมุ่งมั่นดำเนินมาตรการบริหารจัดการพลังงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการติดตามการใช้พลังงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายด้านการลดการใช้พลังงานจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะต่อไป และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว
การบริหารจัดการน้ำ
แนวทางการบริหารจัดการน้ำ
เด็มโก้ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 6 (SDG 6) เด็มโก้จึงมุ่งส่งเสริมการจัดการน้ำอย่างมีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสนับสนุนการเข้าถึงน้ำอุปโภคบริโภคที่เพียงพอและได้มาตรฐานสำหรับทุกภาคส่วนของสังคมในสถานการณ์ปัจจุบัน ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเสี่ยงด้านการขาดแคลนน้ำคุณภาพ เด็มโก้ให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำภายในองค์กรอย่างเป็นระบบ โดยพัฒนากระบวนการบริหารจัดการน้ำแบบครบวงจร ครอบคลุมทุกขั้นตอนการดำเนินงาน มาตรการสำคัญประกอบด้วย การควบคุมคุณภาพน้ำให้เป็นไปตามมาตรฐานก่อนปล่อยสู่สาธารณะ การส่งเสริมการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ และการรณรงค์การใช้น้ำอย่างประหยัดและยั่งยืน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติ การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า และสนับสนุนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
การดำเนินการเพื่อลดการใช้น้ำ
เด็มโก้ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งลดการใช้น้ำและปรับปรุงกระบวนการจัดการน้ำในอาคารต่าง ๆ ของบริษัท ผ่านมาตรการที่สำคัญ เช่น การเลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำ: ติดตั้งสุขภัณฑ์และก๊อกน้ำที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฉลากประหยัดน้ำ เบอร์ 5 เช่น อ่างล้างหน้าห้องน้ำ ซึ่งช่วยลดปริมาณการใช้น้ำให้ไม่เกิน 2 ลิตรต่อนาที การรณรงค์การใช้น้ำอย่างประหยัด: ติดป้ายประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมให้พนักงานใช้น้ำอย่างประหยัด
| ประเด็นความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้น้ำ | มาตรการในการบริหารจัดการน้ำ |
|---|---|
| น้ำขาดแคลน/ถูกจำกัดการใช้น้ำในพื้นที่โครงการ | ประเมินความเสี่ยงน้ำรายโครงการก่อนเริ่มงาน เลือกแหล่งน้ำสำรอง วางแผนใช้น้ำตามฤดูกาล ตั้งเป้าลดการใช้น้ำ และกำหนดขั้นตอนรับมือเมื่อมีประกาศจำกัดการใช้น้ำ |
| คุณภาพน้ำทิ้งไม่เป็นไปตามมาตรฐานก่อนปล่อยสู่สาธารณะ | แยกน้ำฝนกับน้ำทิ้ง จัดทำบ่อพัก/บ่อดักตะกอน และระบบบำบัดน้ำเสียจากแคมป์คนงาน ตรวจวัดคุณภาพน้ำตามแผน บันทึกผล และแก้ไขทันทีเมื่อพบค่าผิดปกติ |
| น้ำท่วมขังในไซต์งาน ส่งผลต่อความปลอดภัยและความต่อเนื่องของงาน | วางผังทางระบายน้ำและจุดสูบน้ำ จัดทำแผนรับมือฝนตกหนัก/น้ำหลาก ตรวจสภาพพื้นที่เสี่ยงเป็นประจำ กำหนดมาตรการหยุดงานเมื่อสภาพไม่ปลอดภัย และปรับแผนงานตามพยากรณ์อากาศ |
ผลการดำเนินการเพื่อลดการใช้น้ำภายในองค์กร ปี 2568
เด็มโก้ กำหนดเป้าหมายลดอัตราการใช้น้ำภายในสำนักงานใหญ่ จังหวัดปทุมธานี ลงร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปี 2567 เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและยกระดับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 เด็มโก้ มีปริมาณการใช้น้ำรวมทั้งสิ้น 6,641 ลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ซึ่งมีปริมาณ 5,450 ลูกบาศก์เมตร โดยแหล่งน้ำที่ใช้ในปีรายงานเป็นน้ำประปาทั้งหมด เมื่อพิจารณาปริมาณการใช้น้ำต่อจำนวนพนักงาน พบว่าอยู่ที่ 18.60 ลูกบาศก์เมตรต่อคน เพิ่มขึ้นจาก 14.65 ลูกบาศก์เมตรต่อคนในปี 2567 ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำในปี 2568 สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ประมาณร้อยละ 28.3 ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสอดคล้องกับปริมาณกิจกรรมการดำเนินงานและการใช้ทรัพยากรภายในองค์กรที่เพิ่มขึ้น แม้ผลการดำเนินงานในปีรายงานจะยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ บริษัทได้ดำเนินมาตรการควบคุมและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง อาทิ การรณรงค์ใช้น้ำอย่างประหยัด การตรวจสอบการรั่วไหลของระบบประปาภายในอาคาร และการติดตามข้อมูลการใช้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อชะลอแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของการใช้น้ำ และยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรในระยะถัดไป
การบริหารจัดการน้ำเสีย (Water Discharge)
เด็มโก้ไม่มีการปล่อยน้ำเสียจากกระบวนการผลิต เนื่องจากลักษณะธุรกิจเป็นงานวิศวกรรมและบริหารโครงการ การใช้น้ำส่วนใหญ่เป็นการใช้น้ำในสำนักงาน ซึ่งน้ำเสียถูกจัดการผ่านระบบบำบัดของอาคารตามมาตรฐานกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
การบริหารจัดการขยะและของเสีย
แนวทางการจัดการขยะของเสีย
เด็มโก้ มุ่งมั่นดำเนินการบริหารจัดการของเสียให้สอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานสากลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนของกระบวนการดำเนินธุรกิจ โดยใช้หลักการบริหารจัดการของเสียอย่างเป็นระบบ โดยดำเนินการติดตาม ประเมินผล และทบทวนแนวทางการจัดการอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงและพัฒนาให้เหมาะสม นอกจากนี้ เด็มโก้ ยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารและการสร้างความตระหนักให้กับบุคลากรในองค์กร โดยนำหลัก 4Rs (Reduce, Reuse,Recycle, Replace) มาปรับใช้ในงานประจำวัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและสนับสนุนเป้าหมายในการลดของเสีย
ประเภทของของเสียและแนวทางการจัดการ
การดำเนินการเพื่อลดปริมาณขยะและของเสีย
เด็มโก้ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจสู่ Digital Transformation เพื่อลดการใช้ทรัพยากรและปรับปรุงกระบวนการทำงานขององค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนสำคัญ ในการลดการใช้กระดาษในกระบวนการทำงาน คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อลดปริมาณขยะและหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดมาตรการต่าง ๆ เช่น การงดใช้กระดาษในที่ประชุม โดยเปลี่ยนมาใช้เอกสารในรูปแบบไฟล์ที่สามารถดาวน์โหลดได้ผ่านคิวอาร์โค้ด แต่ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้กระดาษ จะพิมพ์เอกสารบนกระดาษทั้งสองหน้า และเฉพาะในจำนวนที่จำเป็นเท่านั้น ใช้แก้วและเหยือกน้ำแทนขวดน้ำพลาสติกสำหรับการประชุมภายในองค์กร งดการใช้โฟมบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารในทุกกิจกรรมการประชุม
| ประเด็นความเสี่ยงที่เกิดจากการบริหารจัดการของเสียฯ | มาตรการในการบริหารจัดการของเสียฯ |
|---|---|
| การคัดแยกของเสียไม่ถูกต้อง ทำให้รีไซเคิลไม่ได้และเพิ่มต้นทุนกำจัด | จัดจุดทิ้งและถังแยกประเภทให้ชัดเจน (ติดป้าย/สี) กำหนดมาตรฐานการคัดแยกในไซต์งานและสำนักงาน อบรมพนักงานและผู้รับเหมา และตรวจพื้นที่อย่างสม่ำเสมอพร้อมแก้ไขทันทีเมื่อพบการทิ้งผิดประเภท |
| ของเสียอันตราย (เช่น น้ำมันใช้แล้ว สี/ทินเนอร์ แบตเตอรี่ สารเคมี) รั่วไหลปนเปื้อนดิน/น้ำ | แยกเก็บของเสียอันตรายในพื้นที่เฉพาะที่มีหลังคาและพื้นกันซึม มีถาดรอง/คันกั้น จัดทำป้ายและ SDS จัดเตรียมอุปกรณ์รับมือการรั่วไหล (spill kit) และส่งกำจัดกับผู้รับกำจัดที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น |
| ของเสียจากงานก่อสร้าง/รื้อถอนปริมาณสูง (เศษวัสดุ เหล็ก สายไฟ คอนกรีต ดิน) กระทบพื้นที่และชุมชน | วางแผนจัดการวัสดุและของเสียตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน (Material & Waste Plan) ควบคุมการสั่งซื้อให้พอดี ลดเศษเหลือทิ้ง จัดพื้นที่พักวัสดุ/เศษวัสดุให้เป็นระเบียบ และส่งต่อรีไซเคิล/นำกลับใช้ใหม่เมื่อทำได้ |
| การมีส่วนร่วมของพนักงานและผู้รับเหมาไม่ต่อเนื่อง ทำให้มาตรการ 4Rs ไม่เกิดผลจริง | สื่อสารและรณรงค์ 4Rs (Reduce, Reuse, Recycle, Replace) อย่างต่อเนื่อง จัดอบรม/ปฐมนิเทศก่อนเข้าพื้นที่ ตั้งเป้าหมายลดของเสียระดับโครงการ ยกย่องทีมที่ทำได้ดี และตรวจติดตามการปฏิบัติจริงในหน้างาน |
ผลการดำเนินการเพื่อลดปริมาณขยะและของเสีย
ในปี 2568 เด็มโก้มีปริมาณขยะและของเสียรวมทั้งสิ้น 15,244.50 กิโลกรัม ลดลงจากปี 2567 ซึ่งมีปริมาณ 15,846 กิโลกรัม สะท้อนถึงแนวโน้มการบริหารจัดการของเสียที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับปริมาณของเสียที่นำกลับมารีไซเคิล มีจำนวน 989 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 6.49 ของปริมาณของเสียรวม เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.61 ในปี 2567 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดให้เพิ่มขึ้นร้อยละ 5เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แสดงถึงความก้าวหน้าในการส่งเสริมการคัดแยก และการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ในปี 2568 เด็มโก้เริ่มดำเนินการเก็บข้อมูลและกำหนดเป้าหมายการจัดการขยะเศษอาหารเป็นปีแรก โดยตั้งเป้าหมายลดลงร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปี 2567 และกำหนดปริมาณเป้าหมายไว้ที่ 2,562.15 กิโลกรัม จากผลการดำเนินงานพบว่ามีปริมาณขยะเศษอาหารรวม 595 กิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนด คิดเป็นร้อยละ 76.78 สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการควบคุมและบริหารจัดการขยะเศษอาหารในปีเริ่มต้นของการดำเนินการ
เด็มโก้ยังคงมุ่งเน้นการลดปริมาณขยะที่แหล่งกำเนิด การคัดแยกอย่างถูกต้อง และการเพิ่มสัดส่วนการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
โครงการที่โดดเด่นในปี 2568

เด็มโก้ เข้าร่วมโครงการ "ทิ้ง ทู แทรช" (Ting To Trash) จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 เพื่อส่งเสริมและปลูกจิตสำนึกในองค์กรเกี่ยวกับการจัดการขยะอย่างถูกวิธี ส่งเสริมการคัดแยกขยะในหมวดหมู่ต่าง ๆ เพื่อการจัดการที่เหมาะสม เพิ่มความตระหนักให้พนักงานมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยใช้แอปพลิเคชัน “ECOLIFE APP” เพื่อบันทึกข้อมูลและติดตามผลการจัดการขยะ

เด็มโก้ ดำเนินการจัดการขยะมูลฝอยประเภทใบไม้อย่างต่อเนื่องโดยนำใบไม้จากการดูแลพื้นที่มาผลิตเป็นปุ๋ยหมัก เพื่อเพิ่มการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์และลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัด ทั้งนี้เด็มโก้ตั้งเป้าหมายการผลิตปุ๋ยหมักใบไม้จำนวน 1,000 กิโลกรัมและผลการดำเนินงาน ในปี 2568 สามารถผลิตปุ๋ยหมักใบไม้ได้รวม 1,178 กิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด สะท้อนประสิทธิภาพของการบริหารจัดการขยะอินทรีย์ภายในองค์กร

เด็มโก้ ได้ร่วมสนับสนุนการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน ผ่านการเข้าร่วมโครงการ “ขวดใส่ใจบุญ” ณ วัดจากแดง จังหวัดสมุทรปราการโดยนำขวดพลาสติกใช้แล้วไปบริจาคเพื่อนำไปแปรรูปเป็นเส้นใยสำหรับผลิต ผ้าห่มเพื่อการบริจาค ช่วยลดปริมาณขยะและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน โครงการดำเนินการระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 – 31 ตุลาคม 2568 โดยเด็มโก้สามารถรวบรวมขวดพลาสติกได้จำนวน 1,320 ใบ คิดเป็นน้ำหนักรวม 26.8กิโลกรัม สะท้อนความร่วมมือของพนักงานในการมีส่วนร่วมด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ควบคู่กับการสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
ความสำคัญ
เด็มโก้ ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและมีเป้าหมายในการหลีกเลี่ยงและลดผลกระทบเชิงลบ ที่อาจเกิดต่อระบบนิเวศในพื้นที่ที่เด็มโก้ประกอบธุรกิจ พร้อมให้ความสำคัญและส่งเสริมการปกป้องระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้สามารถดำรงอยู่ส่งต่อรุ่นต่อรุ่นได้อย่างยั่งยืน เด็มโก้ ได้กำหนดนโยบายการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อเป็นหลักการในการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่สอดคล้องกันทั่วทั้งองค์กร
นโยบายการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ
กลุ่มบริษัทเด็มโก้ มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญ และส่งเสริมการปกป้องระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้สามารถดำรงอยู่ส่งต่อรุ่นต่อรุ่นได้อย่างยั่งยืน เด็มโก้ จึงกำหนดนโยบายการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนี้
- มุ่งมั่นในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อกำหนด รวมทั้งกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
- กำหนดให้มีการควบคุม ป้องกัน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมุ่งเน้นการป้องกันมลพิษที่แหล่งกำเนิด
- ส่งเสริมการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ รักษาสิ่งแวดล้อมมาใช้ในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการพัฒนาชุมชน รวมทั้งให้ความสำคัญ กับการรับฟังเสียงของชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียตามหลักสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งร่วมหารือกับผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาโครงการของบริษัท เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ
- สื่อสารให้ผู้บริหาร และพนักงาน มีความรู้ ความเข้าใจ ในการสร้างการตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ
- ส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อทบทวนและปรับปรุงกระบวนการจัดการสิ่งแวดล้อม และยกระดับประสิทธิภาพการจัดการ และควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้นอย่างสมํ่าเสมอ
แนวทางการบริหารจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
เด็มโก้ ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและให้ความสำคัญกับการปกป้องระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพในทุกพื้นที่ที่ดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งหลีกเลี่ยงและลดผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมขององค์กรตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านกระบวนการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมก่อนเริ่มโครงการ การออกแบบและวางแผนงานโดยคำนึงถึงพื้นที่อ่อนไหวทางนิเวศวิทยา และการกำหนดมาตรการควบคุม ป้องกัน และฟื้นฟูผลกระทบตามหลักการหลีกเลี่ยง–ลด–ฟื้นฟู (Mitigation Hierarchy) บริษัทกำหนดให้มีการติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีเป้าหมายในการรักษา ฟื้นฟู และส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติให้สามารถดำรงอยู่อย่างยั่งยืนสู่คนรุ่นต่อไป
ผลการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
เด็มโก้ กำหนดเป้าหมายให้โครงการก่อสร้างที่เริ่มดำเนินการในปี 2568 ได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพก่อนเริ่มงานร้อยละ 100 เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างไรก็ตาม ในปีรายงานมีโครงการก่อสร้างที่เริ่มดำเนินการจำนวน 1 โครงการ ซึ่งยังไม่ได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงดังกล่าว เนื่องจากบริษัทอยู่ระหว่างการปรับปรุงคู่มือบริหารความเสี่ยงโครงการ โดยเพิ่มเติมกระบวนการประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพให้ครอบคลุมและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เด็มโก้มีแผนนำคู่มือฉบับปรับปรุงไปใช้เป็นแนวทางในการประเมินโครงการก่อสร้างที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป
การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
เด็มโก้ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจของบุคลากรในประเด็นด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อรองรับการบูรณาการประเด็นดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงและการดำเนินโครงการก่อสร้างอย่างเป็นระบบ เด็มโก้ได้ส่งพนักงานเข้าร่วมอบรมหลักสูตร“ความหลากหลายทางชีวภาพกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (สำหรับผู้ปฏิบัติ)” ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (สพภ.) เพื่อพัฒนาความรู้ ความตระหนัก และแนวทางการประยุกต์ใช้เครื่องมือที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่า การเข้าร่วมอบรมดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับศักยภาพองค์กร เพื่อสนับสนุนการจัดทำและนำกระบวนการประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพไปใช้ในการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมในปีถัดไป
ความสำคัญ
ปัจจุบันโลกกำลังประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงและมีความถี่ที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง น้ำท่วม พายุ อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ และอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของเด็มโก้ ด้วยเหตุนี้ เด็มโก้ จึงมุ่งมั่นในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความเสี่ยง และโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) เป้าหมายที่ 7 ทุกคนเข้าถึงพลังงานอย่างยั่งยืน เป้าหมายที่ 12 การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กลยุทธ์สู่ความสำเร็จ
เด็มโก้กำหนดกลยุทธ์ S2: Increase Revenue by Investment ที่มุ่งเน้นการเพิ่มรายได้จากการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงดำเนินโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจำ ได้แก่
- การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในองค์กร
- การประเมินความเสี่ยงและโอกาสเพื่อมองหาแนวทางการรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (TCFD)
- มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและลงทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่หลากหลาย มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเสถียรภาพการผลิตที่มั่งคง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และมุ่งเน้นลงทุนโครงการพลังงานไฟฟ้าสะอาด ที่ไม่มีการปล่อยคาร์บอนหรือมีการปล่อยคาร์บอนในระดับต่ำ
แนวปฏิบัติในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
เด็มโก้มุ่งสู่การดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Business) เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้กำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20–25 ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) เมื่อเทียบกับปีฐาน 2565 และตั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) รวมถึงมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(Net Zero Emissions) ภายในปี 2608 (ค.ศ. 2065)เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เด็มโก้ได้ดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยมีการติดตามผลและทบทวนแผนการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ
การบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความถี่ของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น เช่น พายุ น้ำท่วม ภัยแล้ง และสภาพอากาศแปรปรวน อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การดำเนินโครงการก่อสร้างและประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะโครงการพลังงานหมุนเวียนที่พึ่งพาปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น ความเข้มแสงอาทิตย์และความเร็วลมที่มีความผันผวน ซึ่งอาจทำให้ปริมาณการผลิตพลังงานไม่เป็นไปตามประมาณการ ส่งผลต่อรายได้ ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และความสามารถในการบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ขององค์กรในระยะยาว ขณะเดียวกัน การเกิดเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบเชิงลบอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน โครงการก่อสร้าง และทรัพย์สินขององค์กร รวมถึงกระทบต่อความปลอดภัยของพนักงานและผู้รับเหมา การเข้าถึงพื้นที่ปฏิบัติงาน และการขนส่งวัสดุอุปกรณ์ ส่งผลให้การดำเนินโครงการล่าช้า เกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และไม่สามารถดำเนินงานได้ตามแผนที่กำหนด นอกจากนี้ ความผันผวนของปัจจัยทางธรรมชาติยังอาจทำให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าไม่เป็นไปตามประมาณการ กระทบต่อรายได้ กระแสเงินสด และความต่อเนื่องของธุรกิจ ตลอดจนทำให้ต้นทุนการซ่อมบำรุง การฟื้นฟูทรัพย์สิน และค่าใช้จ่ายด้านประกันภัยเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน และความยั่งยืนขององค์กร
ในปี 2568 เด็มโก้ ได้ดำเนินการพัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถจัดทำกรอบการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk Framework) และกำหนดประเภทความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องทั้งด้าน Physical Risk และ Transition Risk พร้อมทั้งดำเนินการประเมินช่องว่าง (TCFD Gap Analysis) เพื่อให้การดำเนินงานของเด็มโก้สอดคล้องกับแนวทางการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ เด็มโก้ได้เริ่มบูรณาการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเข้าสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กร (ERM) และกระบวนการบริหารโครงการ โดยได้พัฒนาเครื่องมือสำคัญได้แก่ Scenario Impact Matrix สำหรับการวิเคราะห์ผลกระทบจากสถานการณ์จำลองด้านสภาพภูมิอากาศ แบบฟอร์มประเมินความเสี่ยงโครงการที่เชื่อมโยงกับ Risk Register และเริ่มออกแบบ Climate Risk Dashboard เพื่อใช้ในการติดตามตัวชี้วัดและเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้เด็มโก้มีความพร้อมด้านโครงสร้างการกำกับดูแล กลยุทธ์ และระบบบริหารความเสี่ยงด้าน Climate Risk เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญช่วยยกระดับความสามารถในการระบุ ประเมิน และติดตามความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ ผลลัพธ์ในระยะต่อไปคาดว่าจะเริ่มสะท้อนในเชิงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การวางแผนโครงการ และการบริหารความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการของบริษัทอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นในช่วงปี 2569 เป็นต้นไป
การเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
เด็มโก้ได้เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการดำเนินงานภายในสำนักงานใหญ่ จังหวัดปทุมธานี ประจำปี 2568 โดยจำแนกตามขอบเขตการปล่อย 3 ประเภท ได้แก่ Scope 1 (การปล่อยทางตรง) Scope 2 (การปล่อยทางอ้อมจากการใช้ไฟฟ้า) และ Scope 3 (การปล่อยทางอ้อมอื่น ๆ) และรายงานในรูปตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ทั้งนี้ แหล่งกำเนิดการปล่อยในแต่ละขอบเขตแสดงรายละเอียดดังนี้

Scope 1 Scope 2 Scope 3 การใช้น้ำมัน Diesel B7สำหรับ Generator
การใช้น้ำมัน Gasohol 95 สำหรับเครื่องตัดหญ้า, เครื่องฉีดน้ำ
การใช้ก๊าซ LPG สำหรับงานเชื่อม
การใช้น้ำมัน Diesel B7 สำหรับรถขององค์กร
การใช้น้ำมัน Gasohol 91 สำหรับรถขององค์กร
การใช้น้ำมัน Gasohol 95 สำหรับรถขององค์กร
การใช้น้ำมัน Gasohol E20 สำหรับรถขององค์กร
การใช้ Diesel B7 สำหรับรถ Forklift
การใช้สารดับเพลิง CO2
การใช้สารดับเพลิง BF2000
การรั่วไหลของสารทำความเย็นที่ใช้ (R32)
การรั่วไหลของสารทำความเย็นที่ใช้ (R410a)
การรั่วไหลของสารทำความเย็นที่ใช้ (R134a)
การรั่วไหลของมีเทนจากระบบบำบัดน้ำเสียขององค์กร
การใช้ไฟฟ้า การเดินทางของพนักงาน
การจ้างรถรับส่งพนักงาน
- รายงานผลการดำเนินงานการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เด็มโก้ กำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมลงร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับปีฐาน เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำและยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงานอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2568 เด็มโก้มีปริมาณการปล่อยรวม (Scope 1, 2 และ 3) เท่ากับ 1,114 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ลดลงจากปีฐาน 2566 ที่มีปริมาณ 1,220 tCO2e คิดเป็นการลดลงร้อยละ 8.69 และต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ สะท้อนถึงผลลัพธ์ของมาตรการควบคุมการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างเป็นระบบ เมื่อพิจารณาแยกตามขอบเขต พบว่า Scope 1 และ Scope 2 มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้า (Scope 2) ซึ่งปรับตัวลดลงจากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการส่งเสริมพลังงานทดแทน ขณะที่ Scope 3 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีฐานและมีการติดตามข้อมูลในหมวดที่มีนัยสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ความเข้มการปล่อยอยู่ที่ 0.5045 tCO2e ต่อหนึ่งล้านบาทรายได้ รายละเอียดจำแนกตามแต่ละขอบเขตและปีรายงานปรากฏในตาราง
ขอบเขต การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ประจำปี 2566
(ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า)การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ประจำปี 2567
(ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า)การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ประจำปี 2568
(ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า)Scope 1 (tonCO2e) 695.00 849.00 666.00 Scope 2 (tonCO2e) 219.00 195.00 130.00 Scope 3 (tonCO2e) 306.00 296.00 318.00 Scope 1+2 (tonCO2e) 914.00 1,044.00 796.00 รวมทั้ง 3 Scope 1,220 1,340 1,114 Carbon intensity (Scope 1+2+3) 0.5303 tonCO2eq / ล้านบาทรายได้ 0.4172 tonCO2eq / ล้านบาทรายได้ 0.5045 tonCO2eq / ล้านบาทรายได้ ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของปี 2568 จัดทำตามมาตรฐาน ISO 14064-1:2018 ภายใต้กระบวนการบริหารจัดการและควบคุมคุณภาพข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยมีบริษัท แอดวานซ์ เอ็นเนอร์ยี่ พลัส จำกัด (AEP) ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในการจัดทำรายงาน ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวอยู่ระหว่างการทวนสอบโดยผู้ประเมินภายนอก เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ควาถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่อผู้มีส่วนได้เสียและบริษัทจะเปิดเผยผลการทวนสอบอย่างเป็นทางการภายหลังจากกระบวนการแล้วเสร็จ
เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายด้านการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม เด็มโก้ได้กำหนดแนวทางและดำเนินกิจกรรมด้านการบริหารจัดการเพื่อลดปัญหาก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งการลดการปลดปล่อยจากการดำเนินงานโดยตรง การสนับสนุนโครงการชดเชยคาร์บอน การมีส่วนร่วมกับชุมชน ตลอดจนการพัฒนาความรู้และศักยภาพของบุคลากรให้สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวโน้มด้านความยั่งยืนในระดับสากล การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเด็มโก้ในการผสานการเติบโตทางธุรกิจเข้ากับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยให้ความสำคัญกับการสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้ โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ ทั้งในมิติของการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก การสนับสนุนกลไกคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการที่ได้รับการรับรอง ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานการรายงานความยั่งยืนที่เกี่ยวข้อง
- กิจกรรมด้านการบริหารจัดการเพื่อลดปัญหาก๊าซเรือนกระจก

การส่งเสริมกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและความร่วมมือกับชุมชน เด็มโก้ ได้ดำเนินกิจกรรมมอบกล้าไม้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยในปีนี้ เด็มโก้ได้มอบกล้าไม้จำนวน 50 ต้น ให้แก่ โรงเรียนหอวัง ปทุมธานี เพื่อสนับสนุนการปลูกต้นไม้ในพื้นที่โรงเรียน เสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีเกี่ยวกับความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนอย่างยั่งยืน

เด็มโก้ได้เข้าร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยคาดว่าจะสามารถลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 3,029 tCO₂e ต่อปี และกำหนดระยะเวลาคิดเครดิตของโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 30 กันยายน 2575

เด็มโก้ได้ เพื่อเสริมความรู้ด้านการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับ ESGและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนเตรียมความพร้อมในการจัดทำรายงานให้สอดคล้องตามมาตรฐาน โดยเริ่มดำเนินการจัดทำ Roadmap เพื่อวางแนวทาง ขั้นตอน และแผนการดำเนินงานในการจัดทำรายงานตามมาตรฐานอย่างเป็นระบบ
ความสำคัญ
เด็มโก้ ตระหนักว่าการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างมีผลโดยตรงต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตของโครงการ ตั้งแต่การจัดหา การขนส่ง การติดตั้ง การใช้งาน ไปจนถึงการรื้อถอนและกำจัด เด็มโก้จึงมุ่งมั่นส่งเสริมการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับวัสดุที่ได้รับ การรับรองตามเกณฑ์ของฉลากสิ่งแวดล้อม และ/หรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับการจัดซื้อจัดจ้างอย่างรับผิดชอบ ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดของเสียจากการก่อสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ในด้านการกำกับดูแล เด็มโก้กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติการจัดการวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์กร ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดคุณสมบัติวัสดุในขั้นตอนออกแบบ การคัดเลือกผู้ขาย/ผู้รับเหมาที่มีความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม การควบคุมเอกสารรับรองและการตรวจสอบย้อนกลับตลอดจนการติดตามผลการใช้วัสดุในโครงการ เพื่อให้มั่นใจว่าวัสดุที่นำมาใช้มีคุณภาพ ปลอดภัย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้จริง
นโยบายสนับสนุนการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เด็มโก้กำหนดนโยบายสนับสนุนการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท โดยมุ่งควบคุมและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมการก่อสร้างอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมการออกแบบ การจัดหา การเลือกใช้วัสดุ การบริหารจัดการของเสีย การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เด็มโก้กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำหลักการดังกล่าวไปบูรณาการเข้ากับกระบวนการดำเนินงานปกติ พร้อมกำหนดตัวชี้วัดและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การก่อสร้างของบริษัทสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
แนวทางการบริหารจัดการ
เด็มโก้บริหารจัดการการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้กรอบแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยบูรณาการหลักการด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับกระบวนการออกแบบ การจัดหา และการดำเนินงานก่อสร้างอย่างเป็นระบบ เด็มโก้กำหนดแนวปฏิบัติด้าน Green Procurement เพื่อควบคุมการคัดเลือกผู้ขายและการเลือกใช้วัสดุให้สอดคล้องกับเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การเลือกใช้วัสดุที่ช่วยประหยัดพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และหลีกเลี่ยงวัสดุที่มีสารอันตราย นอกจากนี้เด็มโก้กำหนดให้มีการพิจารณาทางเลือกวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบโครงการ พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบและติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปตามเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร
ผลการดำเนินงาน ปี 2568
ในปี 2568 เด็มโก้มีการดำเนินโครงการที่นำวัสดุและเทคโนโลยีที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ในงานก่อสร้างจำนวน 2 โครงการ โดยมีการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติสะท้อนความร้อน เช่น หลังคาเมทัลชีท เคลือบพิเศษ ซึ่งสามารถสะท้อนความร้อนได้มากกว่าร้อยละ 95 และช่วยลดอุณหภูมิพื้นผิวได้มากกว่าร้อยละ 10 ตัวอย่างโครงการ ได้แก่
- โครงการ ABP (ระหว่างก่อสร้าง)
- โครงการ Alpha2 (ระหว่างการออกแบบ)
ทั้งนี้ บริษัทได้กำหนดแนวทางในการพิจารณาเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นมาตรฐานในการดำเนินโครงการในอนาคต เพื่อยกระดับประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมของงานก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง

